วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
กรมทรัพยากรทางทะเลฯหน่วยงานเกี่ยวข้องข้องภาครัฐเอกชนจัดประชุมวิชาการ “ความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล:อุสรรคและโอกาส
วันที่ 28 มิ.ย.53 ที่ห้องประชุมโรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ดร.นิศากร โฆษิตรัตน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเล 2553 “ความหลากหลายทางชีวภาพทะเลในประเทศไทย : อุปสรรคและโอกาส” ซึ่งทางคณะกรรมการสมุทรศาสตร์ระหว่างรัฐบาล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยต่างๆ รวม 16 องค์กร จัดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 400 คน
สำหรับการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิจากในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 7 เรื่อง การเสวนาจำนวน 2 เรื่อง การนำเสนอผลงานวิจัยจำนวน 150 เรื่อง แยกเป็นการนำเสนอภาคบรรยาย 84 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ 66 เรื่อง เช่น การพยากรณ์แนวโน้มของระดับน้ำในทะเลอันดามันด้วยตัวแบบถดถอยบนตัวเองเชิงนุกรมเวลา การประยุกต์ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการทำแผนที่ปะการัง ผลกระทบจากการท่องเที่ยวและมาตรการจัดการแนวปะการังน้ำตื้น เกาะไข่นอก จ.พังงา เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ แนะนำกิจกรรมและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลของหน่วยงานต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวม 25 หน่วยงาน โดยจัดไปถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้
นายประวิม วุฒิสินธุ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในประเทศไทย รวมทั้งการพัฒนาด้านเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวและการประมง ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลและกิจกรรมต่างๆ ในทะเล
เช่น การท่องเที่ยว การประมง เป็นต้น รวมทั้งจากปัจจัยธรรมชาติที่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น การแก้ปัญหาเหล่านี้หรือการกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการจำเป็นต้องดำเนินการบนพื้นฐานของวิชาการและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลมีความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งโดยตรง
“ในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของคณะกรรมาธิการสมุทรศาสตร์ภายใต้ยูเนสโก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกครั้งหนึ่ง โดยมอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลนเป็นผู้ดำเนินการ
ร่วมกับหน่วยงานเจ้าภาพร่วมอีก 16 แห่ง ทั้งภาครัฐ เอกชนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ดำเนินการศึกษาวิจัยในหลากหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ทางทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการศึกษาวิจัย ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาในปัจจุบัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายประวิมกล่าว
ขณะที่ ดร.นิศากร โฆษิตรัตน์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบกับปีนี้ได้ถูกกำหนดเป็นปีแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ การนำเสนอและแลกเปลี่ยนการศึกษาวิจัย รวมทั้งความรู้และประสบการณ์ในงานด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในงานส่วนที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งการประสานความร่วมมือและสร้างเครือข่ายในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง นอกจากนี้ยังจะได้รับการเผยแพร่ให้ภาคส่วนอื่นๆ ได้รับทราบสถานการณ์ และข้อมูลของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สร้างความเข้าใจและตระหนักถึงการดูแลรักษา และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป
ดร.นิศากรกล่าวด้วยว่า งานวิจัยที่นำเสนอนั้นจะถูกถ่ายทอดไปยังส่วนราชการต่างๆ ที่จะต้องอาศัยข้อผลการวิจัยไปบริหารจัดการให้เป็นไปตามหลักวิชาการ และมีความยั่งยืน เกิดความสมดุลในการใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการหร่อยหรอของทรัพยากรและแหล่งที่อยู่อาศัยของทรัพยากร นอกจากนี้ องค์ความรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกถ่ายทอดไปสู่ภาคประชาชนหรือสาธารณชนกลุ่มต่างๆ ตลอดแนวชายฝั่งทะเล 23 จังหวัดใน 75 จังหวัดของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน เราก็มีอาณาเขตทะเลทั้งเขตเศรษฐกิจจำเพาะและเขตติดต่อระหว่างประเทศ ซึ่งมีทรัพยากรกายภาพและชีวภาพอีกมาก โดยข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่ได้จะนำไปสู่โอกาสทางการวิจัยต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรทางทะเล เพื่อเป็นรายได้หลักของประเทศ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังจะทำให้รู้ว่าการที่จะนำทรัพยากรมาใช้ด้านการท่องเที่ยวจะต้องมีการบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน
ดร.นิศากรยังได้กล่าวต่อไปถึงสถานการณ์ทรัพยากรทางทะเล ว่า ทรัพยากรทางทะเลที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือเรื่องของการกัดเซาอะชายฝั่งที่ปัจจุบันนี้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่รู้ว่าสภาพกายภาพพื้นที่เป็นอย่างการการวางแผนป้องกันทั้งบนบกและในทะเลก็ทำได้ยากซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องคือเรื่องของแหล่งที่อยู่อาศัยของทรัพยากรทางทะเลบริเวณปากน้ำต่างๆ ที่ถูกทำลายจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ ซึ่งบริเวณปากแม้น้ำนั้นมักจะถูกครอบครองและทำลายความอุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีปากแน่น้ำอยู่ประมาณ 12 แห่ง แต่ที่ผ่านมายังไม่มีแนวทางในการอนุรักษ์ที่จัดเจนรวมทั้งไม่เคยมีแนวทางในการคุ้มครองที่ดีส่งผลให้ทรัพยากรบริเวณปากแม่น้ำถูกทำลายเป็นอย่างมากเมื่อทรัพยากรบริเวณปากแม่น้ำถูกทำลายก็ส่งผลกระทบไปถึงทรัพยากรในทะเลด้วยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลบริเวณปากแม่น้ำไว้โดยการประกาศให้เป็นเขตคุ้มครองเพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์บริเวณปากแม่น้ำมากเกินไป
ข้อมูลจาก...ผู้จัดการ ออนไลน์
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นทั่วไป