กรมประมงร่วมกับFAO จัดการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน พร้อมถกร่างแนวทางรับรองคุณภาพสัตว์น้ำที่ใช้เหมือนกันทั่วโลก ลดปัญหาการกีดกันทางการค้าและทำให้การตรจสอบคุณภาพสินค้ามีความโปร่งใส
วันที่ 27 ก.ย.53 ที่โรงแรมภูเก็ต ฮิลตัน อาเคเดีย รีสอร์ท แอนด์สปา อ.เมืองภูเก็ต นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 5 (5th Session FAO COFI Sub committee on Aquaculture) กรมประมง ร่วมกับ FAO เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผู้แทนระดับบริหาร และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรเอกชนและองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร และผู้แทนจากประเทศสมาชิก FAO เข้าร่วมจากประมาณ 60 ประเทศ จำนวน 250 คน ระหว่างวันที่ 27 ก.ย. - 1 ต.ค. 2553 นี้
ทั้งนี้ การจัดประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยได้เป็นสมาชิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2490 โดยในด้านการประมง FAO ได้จัดตั้งคณะกรรมการประมง หรือ Committee on Fisheries (COFI) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสำหรับการเจรจาและปรึกษาหารือในด้านการประมงของโลก และมีอนุกรรมการ 2 คณะ คือ ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและด้านการค้าสัตว์น้ำ ซึ่งคณะอนุกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาให้คำแนะนำทางด้านเทคนิคและนโยบายทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงภารกิจที่ FAO ควรดำเนินการให้แก่คณะกรรมการประมง ซึ่งจะมีการประชุมพิจารณาประเด็นด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญในระดับโลกเป็นประจำสม่ำเสมอในทุก 2 ปี โดยประเทศสมาชิก FAO จะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว ซึ่งครั้งก่อนจัดขึ้นเมื่อปี 2551 ที่ประเทศสาธารณรัฐชิลี และครั้งต่อไปในปี 2555 จะจัดขึ้นที่ประเทศแอฟริกาใต้
นายธีระ กล่าวว่า การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมร่วมกับ FAO เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสในการที่ประเทศไทยจะได้แสดงให้ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จนก้าวสู่การเป็นผู้นำในการส่งออกสินค้าประมงจากการเพาะเลี้ยงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงที่มีศักยภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่เป็นจำนวนมาก
การประชุมครั้งนี้มีเนื้อหาการประชุมทั้งสิ้น 6 ประเด็น ได้แก่ 1.ความก้าวหน้าการดำเนินการตามมาตรการการทำประมงอย่างรับผิดชอบ ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศสมาชิก 2.แนวทางปฏิบัติในการตรวจรับรองการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ Guidelines on Aquaculture Certification 3.ความปลอดภัยทางชีวภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 4.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 5.การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณนอกเขตชายฝั่ง และ 6. กระบวนการจัดทำสถิติด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
นายธีระ กล่าวด้วยว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยและ FAO ได้ดำเนินการร่วมมือกับประเทศสมาชิกเพื่อรับมือกับปัญหาด้านการผลิตอาหารและการเกษตร กิจกรรมด้านการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นสิ่งที่ FAO ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นกิจกรรมหลักที่เอื้อต่อการผลิตสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคของประชากรโลก จากรายงานในปัจจุบันของ FAO อัตราการจับสัตว์น้ำและการผลิตสัตว์น้ำที่ได้จากการเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อบริโภคในปี 2549 มีปริมาณ 110 ล้านตัน สัดส่วนการผลิตที่มาจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ร้อยละ 47 โยในร้อยละ 89 ของผลผลิตมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศไทยเป็นหนึ่งในห้าอันดับแรกของผลิตสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยง หากพิจารณาถึงการผลิตกุ้งประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 มาเกือบสองทศวรรษ
ด้าน ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวถึงประเด็นที่มีการหารือนั้น ที่สำคัญคือ แนวทางการปฏิบัติในการตรวจสอบรับรองการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งได้มีการริ่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2549 และหวังว่า ครั้งนี้จะสามารถรับรองในหลักการ เพื่อให้ทาง FAO ประกาศเป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆได้ปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมาแต่ละประเทศและแต่ละบริษัทจะใช้มาตรฐานการรับรองสินค้าที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ประกอบการมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ หากสามารถกำหนดแนวทางร่วมกันได้ จะลดผลกระทบจากปัญหาการกีดกันทางการค้า และจะทำให้เกิดความโปร่งในการปฏิบัติในการตรวจสอบ ตลอดจนการปฏิบัติให้เป็นไปตามเกณฑ์ของทางด้านผู้ผลิต เพราะที่ผ่านมาแต่ละประเทศต่างก็จะมีการรับรองมาตรฐานที่แตกต่างกันจึงก่อให้เกิดปัญหาตามมา
ขณะที่ นาย KEVEM COCHRANE ผู้อำนวยกองการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการอนุรักษ์การใช้ทรัพยากร สำนักงาน FAO กล่าวว่า การประชุมของอนุกรรมการฯ เพื่อให้สมาชิกฯได้มาร่วมหารือในประเด็นต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน และเสนอแนะนโยบายต่อกรรมาธิการของ FAO ว่าควรจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์กับสมาชิก ซึ่งก่อนที่จะลงมติใดๆ ออกมาก็จะมีการประชุมหารือร่วมกันเช่นเดียวกับการอออกแนวทางเพื่อตรวจสอบรับรองการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งได้มีการหารือกันจนได้ข้อสรุปแล้ว และหวังว่าจะสามารถลงมติรับรองแนวทางดังกล่าวได้ในการประชุมครั้งนี้
ส่วน นาย Jia Jiason หัวหน้าส่วนการบริการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กล่าวว่า ในเรื่องของการจัดทำแนวทางออกใบตรวจสอบรับรองการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ข้อสรุปหมดแล้ว เหลือเพียง 1 ประเทศที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลของเขา ซึ่งนั้นเป็นการประชุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เดือนกันยายนแล้วก็น่ามีข้อสรุปออกมาในทางที่ดี แต่คงยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้มากนักว่าเป็นอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนหากยังคงเป็นเช่นเดิมจะดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องรอผลสรุปจากการประชุมร่วมกันก่อน
ทั่วไป1-28กย53
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็นทั่วไป